• ควันหลงการเลือกตั้ง 2569 : ปัญหาทุนผูกขาด

    ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ศิริกัญญาส่งสัญญาณลดเพดาน or perhaps just a clarification ว่าจะจัดการกับทุนผูกขาดอย่างไร ผ่านรายการฟังหูไว้หู ของอาจารย์วีระ

    ปัญหาทุนผูกขาดอาจแยกเป็น 2 อย่างคือ

    1. ปัญหาที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน และ
    2. ปัญหาความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อการแข่งขันในอนาคต (เนื่องจากการกระจุกตัวของอำนาจตลาด)

    ศิริกัญญาส่งสัญญาณที่เข้าใจได้ว่าปัญหาอันเกิดจาก structural underlying problem
    ไม่ว่าจะเป็นปัญหา 1. หรือ 2. พรรคประชาชนจะไม่แก้ด้วย structural remedies

    “…กลุ่มทุนสงสัยว่า ทลายทุนผูกขาดหมายถึงเราจะไป break down เลยไหม…อันไหนที่เค้าควบรวมกันแล้ว เราจะไปจับแยกเลยมั้ย…เราบอกว่าเห้ยไม่ใช่ เอาที่ไหนมาพูด”

    ความรู้สึกเมื่อได้ยินบทสัมภาษณ์นี้คือ นี่มันไม่ใช่แค่การ “ลดโทนการสื่อสารเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด” อย่างที่ศิริกัญญาพูดในรายการ เพราะการบอกว่าจะไม่ทำ Post-consummation review หรือพูดให้ตรงกว่านั้นคือ will not seek to unwind problematic mergers คือการปล่อยปัญหาไปแม้ลึกๆ จะรู้อยู่ว่าการควบรวมนั้นมีปัญหา/จะสร้างปัญหาก็ตาม

    เป็นการกระทำที่ระหว่างบรรทัดแสดงออกถึงการมุ่งแสวงหาใบอนุญาตอื่นมากกว่าใบอนุญาตที่ 1

    ไม่ต่างอะไรจากการโหวตอนุทิน
    การเลือกตั้งครั้งนี้ “เรา”เห็นหัวประชาชนน้อยเกินไปจริงๆ

  • ตอนแรกตั้งใจจะเขียน “ทริปชดใช้เวรกรรม กับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : จาก Thai Summit, Kentucky ถึง Global Bitcoin Summit 2025, Tennessee” เป็นบทความส่งท้ายปี
    .
    แต่คิดดูแล้วบทความคงไร้สาระสุดๆ หาประโยชน์อันใดต่อโลกใบนี้ไม่เจอ
    ดังนั้นกลับมาเรื่องที่พอจะมีสาระดีกว่า
    (สำหรับผู้ที่ยังสนใจทริปชดใช้เวรกรรมสามารถตามอ่านได้จากแคปชั่นใต้รูปในอัลบัม)
    https://www.facebook.com/share/v/165QdBNtWq/
    .
    ระหว่างตกเครื่อง (รอบนี้ไม่ได้ out of nowhere ซะทีเดียว) ธนาธรมองไปที่หน้าต่างเห็นเครื่องบิน United Airlines แล้วพูดขึ้นมาว่า “คุณรู้มั้ยเครื่องบินพาณิชย์ (commercial aircraft) ทั้งหมดที่คุณเห็นบนโลก ถ้าไม่ผลิตโดย Boeing ก็ต้องผลิตโดย Airbus”
    .
    “สายการบิน United Airlines นี่ครั้งนึงก็เคยเป็นของ Boeing มาก่อน แต่ถูกสั่งขายกิจการจนกลายมาเป็น 2 บริษัทแยกขาดจากกันอย่างทุกวันนี้”
    .
    ——
    .
    โพสต์นี้เราจะพามาย้อนดูเรื่องราวการถูกสั่งแยกบริษัทระหว่าง Boeing (บริษัทผลิตเครื่องบิน) และ United Airlines (บริษัทสายการบิน)
    .
    (แน่นอนอีกเช่นเคย – เรื่องนี้เกี่ยวกับ Industrial Policy + กฎหมายป้องกันการผูกขาดหรือที่เราเรียกกันว่ากฎหมายแข่งขันทางการค้า)
    .
    ธุจกิจการบินเป็นหนึ่งในต้นแบบธุรกิจภายใต้นโยบาย Industrial Policy สมัยใหม่ ที่เรียกได้ว่าอเมริกาขนเครื่องมือทุกอย่างเท่าที่จะนึกออกในสมัยนั้นเพื่อสร้างอุตสาหกรรมนี้ขึ้นมาจากศูนย์ จนเรียกว่าเป็นห้องทดลอง industrial policy ก็ว่าได้
    .
    เหตุผลสำคัญที่ธุรกิจนี้กลายเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่อเมริกาต้องการสนับสนุน เป็นเพราะหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 1 อเมริการู้ดีว่า สงครามแพ้ชนะตัดสินกันบนท้องฟ้า การพัฒนาขีดความสามารถทางการบินจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่แพ้กันไม่ได้
    .
    ด้วยเหตุผลนี้ รัฐบาลอเมริกาจึงผุดโครงการ Air Mail Contracts ขึ้นมา โดยกำหนดให้รัฐบาลดำเนินการจ้างให้สายการบินต่างๆ ทำการส่งจดหมายด้วยเครื่องบิน
    .
    ฟังไม่ผิดครับ จ้างส่งจดหมายแบบซองจดหมายนั่นล่ะ แล้วก็ส่งเฉพาะจดหมายแบบซอง ไม่รับกล่องพัสดุใดๆ เพราะเครื่องบินลำเล็กพื้นที่น้อยเกินกว่าจะยัดกล่องพัสดุไปด้วยได้
    .
    คือแทนที่จะจัดส่งข้ามรัฐด้วยรถยนต์ รถไฟ หรือเรือ รัฐบาลอเมริกากำหนดให้ขนส่งด้วยเครื่องบินไปเลย
    .
    ส่วนต้นทุนการส่งจดหมายด้วยเครื่องบินนั้นก็แน่นอนว่าแพงกว่าการส่งโดยรถไฟและเรืออย่างเทียบกันไม่ติด ถ้าคิดราคาตลาดจริง คนที่ไม่ได้รีบขนาดส่งวันนี้ แต่อยากให้ของไปถึงตั้งแต่เมื่อวาน ก็คงไม่มีใครยอมควักกระเป๋าจ่ายแน่นอน
    .
    แต่ใครไม่ยอมควักก็ไม่เป็นไร รัฐบาลอเมริกายอมควัก
    .
    เท่านั้นไม่พอ รัฐบาลการันตีให้ด้วยว่าจะมีจดหมายให้ส่งกี่ชิ้น บินกี่เที่ยว แค่สายการบินที่ได้รับสัมปทานจัดการบินให้ได้ตามตารางที่กำหนดไว้ หากบริหารได้โอเค ไม่ว่ายังไงก็กำไร
    .
    โดยช่วงแรกของโครงการเป็นการบินระยะสั้นจาก New York ไป Washington D.C. ระยะทางแค่ประมาณ 300 โล เป้าหมายเพื่อใช้ทดสอบเครื่องบิน ฝึกนักบิน
    .
    แล้วค่อยๆ เพิ่มเส้นทางจนกลายเป็น long haul flight จาก New York ไป San Francisco ระยะทางเฉียด 5,000 โล เป้าหมายเพื่อฝึกการบินระยะไกล บินข้ามภูเขา และบินตอนกลางคืน
    .
    ทุกอย่างดูจะแฮปปี้ดี ไม่มีสายการบินไหนได้กินรวบทุกเส้นทาง แต่ละสายการบินได้รับสัมปทานเส้นทางแบ่งๆ กันไป
    .
    ปัญหามีอยู่ว่า United Airlines หนึ่งในสายการบินที่ได้รับสัมปทาน เป็นบริษัทในเครือของบริษัทผลิตเครื่องบิน Boeing (เครือ UATC)
    .
    พอ United Airlines ได้รับสัมปทานที่แทบจะการันตีกำไร แม้จะไม่ได้ตั้งใจแต่ในแง่หนึ่งก็เหมือนรัฐบาลไปอุ้ม Boeing ทางอ้อม เพราะเมื่อ United Airlines เป็นบริษัทในเครือของ Boeing ก็มีแนวโน้มจะซื้อเครื่องบินของ Boeing เท่านั้น
    .
    บริษัทผลิตเครื่องบินรายอื่นอย่าง Douglas, Curtiss, Lockheed เจอแบบนี้ไปได้แต่ส่ายหัว แทนที่จะได้แข่งกันสร้างเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ มานำเสนอ แต่ก็ไม่มีประโยชน์เนื่องจาก United Airlines คงไม่มีวันซื้อ หมดแรงจูงใจที่จะลงทุนพัฒนา
    .
    ส่วนสายการบินอื่นก็ปวดหัวพอกัน เพราะตอนนั้น Boeing ผลิตเครื่องรุ่นปฏิวัติวงการอย่าง Boeing 247 ออกมาได้ไม่กี่ลำ แต่สายการบิน United Airlines ได้สิทธิ์ตัดหน้าเหมาไปหมดแล้ว
    .
    เพื่อจบปัญหานี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงออกกฎหมาย Air Mail Act of 1934 สั่ง ”แยกขาด” ธุรกิจผลิตเครื่องบินและสายการบินออกจากกัน ห้ามเจ้าของคนเดียวกันทำทั้งสองอย่าง ผลคือ UATC ต้องแตกออกเป็น 3 บริษัท: Boeing (ผลิตเครื่องบิน), United Airlines (สายการบิน) และ United Aircraft (ผลิตเครื่องยนต์ – ปัจจุบันคือ Pratt & Whitney)
    .
    ทั้งหมดนี้ก็เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการเจาะจงว่า “อยากให้ใครเป็นผู้ชนะ” แค่ต้องการกำหนดให้อุตสาหกรรมการบินเป็น “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” (Picking an industry, not picking winners) แล้วใช้วิธีโยนก้อนเค้ก (Air Mail Contracts) ลงไปในตลาด เพื่อดึงดูดให้คนเก่งๆ กระโดดเข้ามาแข่งกันด้วยความสามารถและนวัตกรรม
    .
    เขียนมายาวยืด แต่ประสบปัญหาเหมือนเดิมคือหาทางลงปิดจบบทความไม่ได้ – แค่พยายามเตือนใจกันไว้ว่า ตอนพรรคจะตัดสินใจทำ Industrial Policy ได้โปรดเลือกแค่อุตสาหกรรมพอ ไม่ต้องเลือกตัวผู้ชนะ ให้แข่งขันกันเอา
    .
    ยังไม่ได้แจ้งช่องทางการหาเสียงเหมือนเดิม
    ดังนั้นอยากกาเบอร์อะไรก็กา
    แต่ 46 ก็เลขสวยอยู่นะว่าไม่ได้
    .
    ขอบคุณครับ

  • (ต่อ) ตอนอ่านเคสที่รัฐบาลท้องถิ่นเมือง Madrid ถูกฟ้องว่าสิ่งที่ทำ เข้าข่ายเป็นการให้ความช่วยเหลือ (State Aid) กับสโมสร Real Madrid ซึ่งไม่เป็นธรรมกับทีมฟุตบอลทีมอื่น ก็นึกถึงตอนที่เดินคุยกับธนาธรระหว่างตกเครื่องที่ Dallas Airport 
    .
    out of nowhere ระหว่างตกเครื่องธนาธร ก็พูดขึ้นมาประมาณว่า เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่เราจำเป็นต้องอัดฉีดเงินอุดหนุนให้กับบริษัทเอกชนจำนวนมหาศาล ไม่อย่างนั้นไล่ตามคนอื่นไม่ทัน
    .
    ประโยคไม่เป๊ะนัก แต่อยู่ภายในกรอบนี้
    .
    สิ่งที่ธนาธรพูดคือนโยบายอุตสาหกรรม (Industrial Policy) ที่ต้องพึ่ง State Aid ในรูปแบบ Direct/Financial Grants ชัดเจน
    .
    ฟังแล้วก็ไม่มีอะไรที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็เห็นว่าถ้าทำจริง ทันทีที่ประกาศเป็นนโยบายคงโดนต่อต้านยับแน่ๆ 
    .
    ส่วนหนึ่งคงเพราะสังคมไทยคุ้นชินกับ state aid แบบ tax credits, tax exemptions ที่รัฐไม่ต้องควักเนื้อ และเอกชนต้องกำไรก่อนถึงจะได้ประโยชน์ หรือ state loans ที่อย่างน้อยรัฐก็ได้เงินต้นกับดอกเบี้ยนิดหน่อยคืนมากกว่า 
    .
    ส่วน Direct/Financial Grants ที่โอนเงินของรัฐเข้ากระเป๋าเอกชน คนไทยจำนวนมากน่าจะมีทัศนคติในแง่ลบกับมัน เพราะที่ผ่านมาเวลานึกถึงเรื่องพวกนี้ เราจะนึกถึงการคอรัปชั่น การเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ซึ่งเรื่องนี้จะโทษประชาชนก็ไม่ได้
    .
    ก็ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรามีแต่ ‘ชนชั้นปกครองที่เส็งเคร็ง’ เกินกว่าที่ประชาชนจะไว้วางใจให้ทำอะไรที่มันดูจะโกงง่ายๆ แบบนี้
    .
    ซึ่งก็เข้าใจได้ถึงความกังวลเพราะส่วนตัวก็กังวลเหมือนกัน
    .
    แต่ปัญหาคือ ณ จุดนี้ลำพัง Tax Credits, Tax Exemption, State Loans นั้นน่าจะไม่พอฉุดเศรษฐกิจของประเทศให้กลับขึ้นมา – เวลาบอกว่าพอไม่พอ ก็คงหนีไม่พ้นต้องเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่มีเป้าหมายแบบเดียวกันกับเราเพราะเรากำลังแข่งกับประเทศอื่นอยู่

    พอไม่พอดูจากรูปเอาก็น่าจะเห็นภาพ
    ทุกประเทศถมเงิน จนโลกทั้งใบกลายเป็น Subsidy War ไปเรียบร้อย
    .
    ประเทศกำลังพัฒนามีสัดส่วนการใช้ Direct/Financial Grants ในการผลักดัน Industrial Policy สูงกว่ามาตรการอื่นแบบไม่เห็นฝุ่น (ข้อมูลจาก Industrial Policy Since the Great Financial Crisis, IMF 2025)
    .
    แม้จะไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่าประเทศไทยใช้มาตรการใดเป็นสัดส่วนจริงๆ เท่าไรกันแน่ แต่ไม่ใช่ตามรูปนี้อย่างแน่นอน เรามี Direct/Financial Grants ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินกว่านี้มาก การอุดหนุนส่วนใหญ่ของเราไปกองอยู่ที่มาตรการทางภาษี (Tax) ผ่าน BOI เสียมากกว่า
    .
    ถามว่าไม่ทำแบบประเทศอื่นได้มั้ย เป็นตัวของตัวเองหน่อย – ก็คงได้แหละ แต่มันก็เหมือนการแข่งกันไปถึงเส้นชัย โดยที่เราวิ่งด้วยเท้าสองข้าง ส่วนคนอื่นกำลังปั่นจักรยานเสือภูเขา
    .
    ในระยะ 5 ปีหลังมานี้ เราเห็นแนวโน้มที่ประเทศต่างๆ หันมาใช้ State Aid ในรูปแบบ Direct/Financial Grants สำหรับการผลักดันนโยบายอุตสาหกรรมเป้าหมายกันมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจัยหลักน่าจะเป็นเพราะ “รอไม่ได้” คนอื่นอัดปุ๋ย ก็ต้องอัดปุ๋ยตาม
    .
    เขียนมายืดยาว แต่คิดไม่ออกว่าจะหาประโยคจบยังไงดี
    .
    เรากำลังยืนอยู่บนทางแยกที่น่าลำบากใจ ฝั่งหนึ่งคือความกลัวคอรัปชั่นที่ฝังรากลึกและโทษประชาชนไม่ได้ อีกฝั่งคือความจริงที่ว่าถ้าเราไม่เริ่ม ‘อัดฉีด’ วันนี้ เราจะไม่มีวันวิ่งตามโลกทัน
    .
    ดังนั้นการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ มาช่วยกันเลือกพรรคที่ดูแล้วมันคงไม่โกง ไม่คอรัปชั่น เพราะมีแต่พรรคแบบนี้เท่านั้นที่เราจะไว้วางใจมากพอให้ทำอะไรที่มันสุ่มเสี่ยงขนาดนี้
    .
    ยังไม่ได้ยื่นช่องทางการหาเสียง
    .
    ดังนั้น 8 กุมภา อยากกาเบอร์ไรก็กา
    ขอบคุณครับ

  • หลายคนอาจคิดว่าดีล Luis Figo คือจุดเริ่มต้นของยุคสมัย Galácticos
    บทความนี้จะพยายามพาเราลงไปลึกกว่านั้น ไปสู่ Super Deal ที่อยู่เบื้องหลังดีลทั้งหมด
    (และแน่นอน มันเชื่อมโยงกับกฎหมายต่อต้านการผูกขาด – กฎหมายแข่งขันทางการค้า)

    ——–

    เมื่อไม่นานมานี้ European Commission ได้เผยแพร่คำตัดสินคดีที่ดินของสโมสร Real Madrid ที่ยืดเยื้อมากว่า 25 ปี (CELEX:32025D2488: Commission Decision (EU) 2025/2488) เนื้อหาของคดีไม่มีอะไรมาก แต่อ่านแล้วก็นึกถึงปัญหาอย่างนึงที่แก้ไม่ตกเสียทีของประเทศไทย
    .

    ปลายยุค 90 เมืองมาดริดประสบปัญหาความหนาแน่นของประชากร รัฐบาลท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องวางแผนขยายเมืองออกไป คำถามสำคัญในตอนนั้นไม่ใช่ว่า จะขยายหรือไม่ขยาย เพราะยังไงก็ต้องขยาย – แต่จะขยายไปทางไหน?
    .
    จะไปทางใต้ก็ไม่คุ้ม เพราะเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น โครงสร้างเมืองเก่า ค่าปรับรื้อคำนวณแล้วเกินกว่าเมืองจะจ่ายไหว ถ้านึกไม่ออกให้ จินตนาการถึง กรุงเทพฯ หากจะต้องเวนคืนที่ดินแถบท่าเรือคลองเตย ชุมชนคลองเตย รวมถึงคลังน้ำมันทั้งหมด คงปวดหัวน่าดู
    .
    จะไปทางทิศตะวันออกก็ติดกับสนามบิน Barajas เครื่องบินบินขึ้นบินลงทั้งวัน ติดทั้งกฎหมายการบินและกฎหมายผังเมือง ไม่เหมาะกับการสร้าง CBD (Central Business District) แห่งใหม่
    .
    ทิศตะวันตกก็เป็นพื้นที่สีเขียว เขตอุทยาน เขตอนุรักษ์ ไปทางนั้นก็โดนต่อต้าน
    .
    ตัวเลือกสุดท้ายจึงเหลือแค่ทิศเหนือเท่านั้น แถมว่ากันอย่างตรงไปตรงมา ที่ดินแถบนั้นสามารถเชื่อมต่อกับ CBD เดิมได้ด้วยเพราะอยู่ติดกัน รัฐบาลท้องถิ่นสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ CBD ใหม่ทั้งหมด เหมาะเจาะมากๆ
    .
    ทุกอย่างดูดีไปหมด แต่ปัญหาเดียวของทิศเหนือคือบริเวณนั้นเป็นที่ตั้งของ Ciudad Deportiva – ศูนย์ฝึกและสนามซ้อมของสโมสร Real Madrid
    .
    อันที่จริง ณ ตอนนั้นมันก็ไม่ใช่ปัญหาสักเท่าไร เพราะ Real Madrid ในยุคนั้นก็ไม่ได้รวยมีเงินเป็นถุงเป็นถังอย่างในตอนนี้ แม้จะเพิ่งชนะ UCL มาในปี 1998 แต่ในด้านการเงินก็ถือว่ายังฝืดเคืองอยู่มาก 
    .
    มากขนาดที่ตอน Florentino Pérez เข้ามารับตำแหน่งประธานสโมสรในปี 2000 เขาพบว่าสโมสรมีหนี้สินเกือบ 300 ล้านยูโร ซึ่งในยุคนั้นตัวเลขนี้ถือว่าเสี่ยงล้มละลายได้เลย
    .
    ดังนั้น Real Madrid พอทราบข่าวก็ดีใจ เพราะก็รู้อยู่ว่าตัวเองนั่งทับที่ดินมูลค่ามหาศาลใกล้โซน CBD แต่ครั้นจะขายก็ไม่มีใครซื้อ เพราะที่ดินโซนนั้นมันถูกผังเมืองกำหนดให้เป็นโซนสำหรับกีฬา เอาไปสร้างตึกระฟ้าหรือห้างสรรพสินค้าใดๆ ไม่ได้ ทำได้แค่ใช้เป็นสนามซ้อมเท่านั้น
    .
    พอรัฐบาลท้องถิ่นแจ้งว่าต้องการที่ดิน “บางส่วน” ของ Ciudad Deportiva ฝั่ง Real Madrid ก็ไม่รอช้า ตอบตกลงเบื้องต้นเพื่อทำการคุยรายละเอียดทันที
    .
    รายละเอียดที่ปรากฎออกมาคือ แม้ว่ารัฐบาลท้องถิ่นจะอยากได้ที่ดินบางส่วนของ Ciudad Deportiva แต่รัฐบาลท้องถิ่นเองก็ไม่อยากควักเงินจ่ายเหมือนกัน ข้อเสนอของรัฐบาลท้องถิ่นคือ เดี๋ยวเอาที่ดินแปลงอื่นที่รัฐบาลท้องถิ่นถือครองอยู่ มาแลกกับที่ดินบางส่วนของ Ciudad Deportiva
    .
    ฝั่ง Real Madrid รู้ว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า เพราะเมืองมันขยายไปทางไหนก็ไม่ได้ ยังไงก็คงต้องมาทางนี้ เลยยื่นข้อแม้ไปเช่นเดียวกัน อย่างที่บอกไปว่าที่ดินสนามซ้อม  Ciudad Deportiva นั้นติดล็อคผังเมืองเดิมเลยมีราคาต่ำ ดังนั้น Real Madrid จึงแจ้งว่า ถ้าจะแลกที่ดินก็ขอให้ประเมินราคาที่ดิน Ciudad Deportiva บนฐานผังเมืองใหม่ 
    .
    พูดง่ายๆ คือ ถ้าจะประเมินราคาที่ดิน Ciudad Deportiva ด้วยผังเมืองเดิมที่ถูกล็อคไว้ซึ่งจะทำให้ได้ราคาประเมินต่ำ – Real Madrid ไม่แลก
    .
    จะว่า Real Madrid ก็ไม่ได้ ในมุมของ Real Madrid ถ้ารัฐบาลท้องถิ่นได้ที่ดินผืนนี้ไป รัฐบาลท้องถิ่นก็จะปลดล็อคผังเมืองจากเดิมที่ให้ใช้ได้แค่เพื่อการกีฬาเป็นสามารถสร้างตึกสูงได้อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าอยากจะแลก ก็ประเมินราคาที่ดินโดยคิดซะว่ามันเป็นที่ดินในผังเมืองใหม่ไปเลย แล้วเอาที่ดินแปลงอื่นของเมืองที่มีมูลค่าเท่ากับการประเมินราคาใหม่มาแลก
    .
    โดยหากประเมินตามผังเมืองเดิมที่ถูกล็อคไว้ ที่ดินบางส่วนของ Ciudad Deportiva ที่รัฐบาลท้องถิ่นต้องการนั้น จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 27 ล้านยูโร – หลังปลดล็อคผังเมือง ที่ดินแปลงนั้นจะมีมูลค่าประมาณ 45 ล้านยูโร หรือขึ้นมาเกือบเท่าตัว
    .
    แต่ลำพังเงิน 45 ล้านยูโรนี้ก็ไม่ได้มากมายขนาดจะสถาปนายุคสมัย Galácticos ได้
    .
    สิ่งที่สถาปนา Galácticos ขึ้นมาคือที่ดิน Ciudad Deportiva ส่วนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ 
    .
    7 พฤษภาคม 2001 เมื่อทุกอย่างลงตัว สโมสร Real Madrid ภายใต้การนำของ Florentino Pérez จึงได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับสภาเมืองมาดริดและรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนที่ดิน Ciudad Deportiva และปลดล็อคผังเมือง
    .
    เมื่อมีการปลดล็อคผังเมืองราคาที่ดินก็กระโดดขึ้น Florentino Pérez ไม่รอช้า เริ่มดำเนินการทำสิ่งที่สโมสรไม่เคยทำมาก่อน คือดำเนินการขายที่ดิน Ciudad Deportiva ที่เหลืออยู่บางส่วนให้กับกลุ่มทุนอุตสาหกรรมและธนาคาร
    .
    เนื่องจากบริเวณนั้นได้ถูกปลดล็อคจนกลายเป็นที่ดิน CBD ที่สร้างตึกสูงที่สุดในสเปนได้แล้ว ราคาจึงพุ่งกระฉูด สโมสรฟันเงินสดจากการขายที่ดินส่วนนี้ไปสูงถึง 480 – 500 ล้านยูโร เข้าสู่จุดเริ่มต้นของยุคสมัยแห่ง Galácticos ภายใต้การนำของ Florentino Pérez อย่างเป็นทางการ
    .

    .
    Real Madrid แลกที่ดิน Ciudad Deportiva บางส่วนให้กับรัฐบาลท้องถิ่น ส่วนรัฐบาลท้องถิ่นก็ตอบแทนด้วยที่ดินจำนวน 10 แปลง ที่มีมูลค่าเท่ากันให้กับ Real Madrid
    .
    หากเรื่องจบเพียงแค่นี้ แม้จะดูทะแม่งๆ มีกลิ่นตุๆ ว่าเมืองเลือกทำเลขยายพัฒนาเมือง เพื่อช่วยสภาพคล่องให้กับ Real Madrid รึปล่าว แต่ลำพังเพียงเท่านี้ก็คงไม่มีปัญหา
    .
    ปัญหาจริงๆ ที่ทำให้เป็นคดียืดเยื้อกันมากว่า 25 ปี คือ ที่ดิน 1 ใน 10 แปลงที่รัฐบาลท้องถิ่นนำมาแลกกับ Real Madrid โดยที่ดินแปลงนั้นมีชื่อว่า B-32
    .
    จะด้วยเจตนาซ่อนเร้นหรือไม่ก็ตาม ตอนทำสัญญาทั้งรัฐบาลท้องถิ่นและ Real Madrid อ้างว่าทุกฝ่ายเข้าใจว่า B-32 สามารถโอนให้กันได้ แต่เมื่อทำสัญญาเสร็จสิ้นกลับพบว่าที่ดินแปลงนั้นเป็นสาธารณสมบัติที่ไม่สามารถโอนให้กันได้
    .
    แม้จะไม่สามารถโอนที่ดินให้กันได้ แต่หากวันนั้นรัฐบาลท้องถิ่นยอมชดใช้ราคา B-32 ที่ถูกประเมินไว้ที่ 12 ล้านยูโรให้กับ Real Madrid เรื่องคงจบเพียงเท่านี้
    .
    แต่รัฐบาลท้องถิ่นเลือกท่ายาก พยายามตีลังกาหาช่องทางกฎหมายเพื่อให้สามารถโอนที่ดินแปลงดังกล่าวได้
    .
    เวลาล่วงเลยไปกว่า 10 ปี ในปี 2011 รัฐบาลท้องถิ่นก็ยอมรับว่าไม่ว่าจะตีลังกาท่าไหนก็ไม่สามารถโอน B-32 ให้ Real Madrid ได้
    .
    ปัญหาที่ตามมาคือสรุปแล้ว ต้องชดใช้ราคาเท่าไร ต้องชดใช้ราคาประเมินเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่ 12 ล้านยูโร หรือต้องชดใช้ราคาที่ประเมินในวันนี้ที่ราคากลายเป็น 22.7 ล้านยูโร
    .
    จริงๆ รัฐบาลท้องถิ่นก็ไม่มีปัญหาถ้าจะต้องจ่าย 22.7 ล้านยูโร แต่คนที่มีปัญหาคือแฟนบอลทีมอื่น ที่พอเห็นแบบนี้ก็บอกว่าส่วนต่าง 10 ล้านยูโรที่กำลังจะเอาให้ Real Madrid นี่มันไม่ยุติธรรมเอาซะเลย ประเมินราคากันสูงเกินจริง และส่วนต่างจากการประเมินสูงเกินจริงมันคือการเอาเงินของรัฐมาอุ้มเอกชน (State Aid) แบบเลือกข้างชัดๆ 
    .
    การทำแบบนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายป้องกันการผูกขาด เพราะสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่าง Real Madrid กับสโมสรฟุตบอลอื่นๆ
    .
    ยุโรปน่าจะเป็นแผ่นดินบนโลกที่จริงจังกับเรื่อง State Aid มากที่สุดแล้ว เรื่องนี้เลยไม่ถูกปล่อยให้จบไปง่ายๆ ลากยาวกันมาจนเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนศาลยุโรปได้มีคำตัดสินว่า 22.7 ล้านยูโรนั้นเป็นตัวเลขที่เหมาะสมแล้ว ไม่ได้มีการเอื้อประโยชน์ให้กับ Real Madrid แต่อย่างใด และถือเป็นการปิดฉากคดีพิพาทที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดคดีหนึ่งของ Real Madrid
    .
    คนไทยอ่านจบแล้วคงงงๆ คิดว่าเรื่องแค่นี้ก็ฟ้องเอาผิดกันเป็นสิบปีเลยหรอ สู้ประเทศไทยก็ไม่ได้ อุ้มเอกชนกันทีเป็นพันเป็นหมื่นล้านอย่างหน้าตาเฉยยังไม่เห็นเป็นไร
    .
    แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรงเสียทีเดียว แต่อ่านเคสนี้ของ Real Madrid จบ ก็นึกถึงปัญหาและความยากลำบากในการผลักดัน Industrial Policy ของประเทศไทยที่อาจจะต้องอาศัย State Aid เช่นเดียวกัน
    .
    ไว้จะมาลงรายละเอียด Industrial Policy และ State Aid ปัญหาที่คงแก้ไม่ได้ง่ายๆ ของประเทศไทยต่อในโพสต์หน้าครับ

  • ใกล้จบปี 2025 แล้ว ปีนี้อ่านหนังสือไปได้ไม่กี่เล่ม ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะเวลาเกือบทั้งหมดหมดไปกับการอ่าน Antitrust Law in Perspective
    .
    ตำรากฎหมายการป้องกันการผูกขาด (กฎหมายการแข่งขันทางการค้า) ที่เขียนร่วมกันโดย William E. Kovacic (อดีต Chairman ของ FTC), Jonathan B. Baker (อดีต Chief Economist ของ DOJ Antitrust Division) และ Andrew I. Gavil (คนหลังดังในด้านการเขียนตำราเสียมากกว่า) ที่หนา 1,500 หน้า วนไปประมาณ 3 รอบ
    .
    อ่านจบแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า ตำราวิชาการด้านกฎหมายป้องกันการผูกขาดของไทย อยู่กันคนละระดับกับตำราต่างประเทศ จนเหมือนเราเป็นเพียงเด็กอนุบาล ไม่แปลกใจที่ระดับการผูกขาดทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะสูงเสียดฟ้าอย่างที่เราเห็นกันอยู่
    .
    ความหวังของหมู่บ้านในการเขียนตำรากฎหมายไทยให้ได้เลเวลนี้ อาจต้องฝากไว้ที่อาจารย์กนกนัย ถาวรพานิช จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    .
    ตอนแรกตั้งใจจะอ่านแค่รอบเดียว (ใครจะไปบ้าอยากอ่านหนังสือ 1,500 หน้า 3 รอบ) แต่เจอ 2 ประโยคด้านล่างนี้ไปก็ตกลงปลงใจว่าสักสามรอบน่าจะกำลังดี
    .
    “Ideas – along with values, attitudes and beliefs – tend to emerge and sometimes they are revived and refined. But rarely do we see them born or die.”
    .
    “Antitrust will always be a product of the prevailing economic and political thinking of the times”

    .
    สองประโยคนี้เปลี่ยน paradigm ความคิดความเข้าใจ เกี่ยวกับกฎหมายป้องกันการผูกขาดจากหลังเท้าเป็นหน้ามือ
    .
    โดยเฉพาะประโยคหลังทำให้ภาพชัดขึ้นมากว่า กฎหมายนี้ไม่เคยเป็นเรื่องกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลผลิตของอำนาจ ความเชื่อ อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ และการเมืองในแต่ละยุคสมัย
    .
    เรียกได้ว่าประโยคหลังนี้เองที่เป็นหนึ่งในจุดตัดสำคัญ ที่ทำให้จำเป็นต้องขยับมาทำงานการเมืองหน้าฉาก (หลังจากอยู่หลังฉากมานาน แล้วทำได้เพียงเขียนข้อมูลเพื่อให้คนอื่นพูดแทน)
    .
    เพราะท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไขด้วยการสื่อสารข้อมูลเป็นเรื่อง ๆ แต่คือภาพใหญ่ว่าเราจะเลือกให้อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจชุดใดนำ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหน้าปากเหวเช่นนี้ และภาพใหญ่แบบนี้ไม่สามารถผลักดันได้ หากปราศจากความเข้าใจร่วมต่อภาพนั้นตั้งแต่ต้น

  • “Nemo decipit nisi qui credit”
    ไม่มีใครถูกหลอก นอกจากผู้ที่เลือกจะเชื่อ

    This blog focuses primarily on public policy, industrial policy, antitrust, and competition law issues.