
ตอนแรกตั้งใจจะเขียน “ทริปชดใช้เวรกรรม กับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : จาก Thai Summit, Kentucky ถึง Global Bitcoin Summit 2025, Tennessee” เป็นบทความส่งท้ายปี
.
แต่คิดดูแล้วบทความคงไร้สาระสุดๆ หาประโยชน์อันใดต่อโลกใบนี้ไม่เจอ
ดังนั้นกลับมาเรื่องที่พอจะมีสาระดีกว่า
(สำหรับผู้ที่ยังสนใจทริปชดใช้เวรกรรมสามารถตามอ่านได้จากแคปชั่นใต้รูปในอัลบัม)
https://www.facebook.com/share/v/165QdBNtWq/
.
ระหว่างตกเครื่อง (รอบนี้ไม่ได้ out of nowhere ซะทีเดียว) ธนาธรมองไปที่หน้าต่างเห็นเครื่องบิน United Airlines แล้วพูดขึ้นมาว่า “คุณรู้มั้ยเครื่องบินพาณิชย์ (commercial aircraft) ทั้งหมดที่คุณเห็นบนโลก ถ้าไม่ผลิตโดย Boeing ก็ต้องผลิตโดย Airbus”
.
“สายการบิน United Airlines นี่ครั้งนึงก็เคยเป็นของ Boeing มาก่อน แต่ถูกสั่งขายกิจการจนกลายมาเป็น 2 บริษัทแยกขาดจากกันอย่างทุกวันนี้”
.
——
.
โพสต์นี้เราจะพามาย้อนดูเรื่องราวการถูกสั่งแยกบริษัทระหว่าง Boeing (บริษัทผลิตเครื่องบิน) และ United Airlines (บริษัทสายการบิน)
.
(แน่นอนอีกเช่นเคย – เรื่องนี้เกี่ยวกับ Industrial Policy + กฎหมายป้องกันการผูกขาดหรือที่เราเรียกกันว่ากฎหมายแข่งขันทางการค้า)
.
ธุจกิจการบินเป็นหนึ่งในต้นแบบธุรกิจภายใต้นโยบาย Industrial Policy สมัยใหม่ ที่เรียกได้ว่าอเมริกาขนเครื่องมือทุกอย่างเท่าที่จะนึกออกในสมัยนั้นเพื่อสร้างอุตสาหกรรมนี้ขึ้นมาจากศูนย์ จนเรียกว่าเป็นห้องทดลอง industrial policy ก็ว่าได้
.
เหตุผลสำคัญที่ธุรกิจนี้กลายเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่อเมริกาต้องการสนับสนุน เป็นเพราะหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 1 อเมริการู้ดีว่า สงครามแพ้ชนะตัดสินกันบนท้องฟ้า การพัฒนาขีดความสามารถทางการบินจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่แพ้กันไม่ได้
.
ด้วยเหตุผลนี้ รัฐบาลอเมริกาจึงผุดโครงการ Air Mail Contracts ขึ้นมา โดยกำหนดให้รัฐบาลดำเนินการจ้างให้สายการบินต่างๆ ทำการส่งจดหมายด้วยเครื่องบิน
.
ฟังไม่ผิดครับ จ้างส่งจดหมายแบบซองจดหมายนั่นล่ะ แล้วก็ส่งเฉพาะจดหมายแบบซอง ไม่รับกล่องพัสดุใดๆ เพราะเครื่องบินลำเล็กพื้นที่น้อยเกินกว่าจะยัดกล่องพัสดุไปด้วยได้
.
คือแทนที่จะจัดส่งข้ามรัฐด้วยรถยนต์ รถไฟ หรือเรือ รัฐบาลอเมริกากำหนดให้ขนส่งด้วยเครื่องบินไปเลย
.
ส่วนต้นทุนการส่งจดหมายด้วยเครื่องบินนั้นก็แน่นอนว่าแพงกว่าการส่งโดยรถไฟและเรืออย่างเทียบกันไม่ติด ถ้าคิดราคาตลาดจริง คนที่ไม่ได้รีบขนาดส่งวันนี้ แต่อยากให้ของไปถึงตั้งแต่เมื่อวาน ก็คงไม่มีใครยอมควักกระเป๋าจ่ายแน่นอน
.
แต่ใครไม่ยอมควักก็ไม่เป็นไร รัฐบาลอเมริกายอมควัก
.
เท่านั้นไม่พอ รัฐบาลการันตีให้ด้วยว่าจะมีจดหมายให้ส่งกี่ชิ้น บินกี่เที่ยว แค่สายการบินที่ได้รับสัมปทานจัดการบินให้ได้ตามตารางที่กำหนดไว้ หากบริหารได้โอเค ไม่ว่ายังไงก็กำไร
.
โดยช่วงแรกของโครงการเป็นการบินระยะสั้นจาก New York ไป Washington D.C. ระยะทางแค่ประมาณ 300 โล เป้าหมายเพื่อใช้ทดสอบเครื่องบิน ฝึกนักบิน
.
แล้วค่อยๆ เพิ่มเส้นทางจนกลายเป็น long haul flight จาก New York ไป San Francisco ระยะทางเฉียด 5,000 โล เป้าหมายเพื่อฝึกการบินระยะไกล บินข้ามภูเขา และบินตอนกลางคืน
.
ทุกอย่างดูจะแฮปปี้ดี ไม่มีสายการบินไหนได้กินรวบทุกเส้นทาง แต่ละสายการบินได้รับสัมปทานเส้นทางแบ่งๆ กันไป
.
ปัญหามีอยู่ว่า United Airlines หนึ่งในสายการบินที่ได้รับสัมปทาน เป็นบริษัทในเครือของบริษัทผลิตเครื่องบิน Boeing (เครือ UATC)
.
พอ United Airlines ได้รับสัมปทานที่แทบจะการันตีกำไร แม้จะไม่ได้ตั้งใจแต่ในแง่หนึ่งก็เหมือนรัฐบาลไปอุ้ม Boeing ทางอ้อม เพราะเมื่อ United Airlines เป็นบริษัทในเครือของ Boeing ก็มีแนวโน้มจะซื้อเครื่องบินของ Boeing เท่านั้น
.
บริษัทผลิตเครื่องบินรายอื่นอย่าง Douglas, Curtiss, Lockheed เจอแบบนี้ไปได้แต่ส่ายหัว แทนที่จะได้แข่งกันสร้างเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ มานำเสนอ แต่ก็ไม่มีประโยชน์เนื่องจาก United Airlines คงไม่มีวันซื้อ หมดแรงจูงใจที่จะลงทุนพัฒนา
.
ส่วนสายการบินอื่นก็ปวดหัวพอกัน เพราะตอนนั้น Boeing ผลิตเครื่องรุ่นปฏิวัติวงการอย่าง Boeing 247 ออกมาได้ไม่กี่ลำ แต่สายการบิน United Airlines ได้สิทธิ์ตัดหน้าเหมาไปหมดแล้ว
.
เพื่อจบปัญหานี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงออกกฎหมาย Air Mail Act of 1934 สั่ง ”แยกขาด” ธุรกิจผลิตเครื่องบินและสายการบินออกจากกัน ห้ามเจ้าของคนเดียวกันทำทั้งสองอย่าง ผลคือ UATC ต้องแตกออกเป็น 3 บริษัท: Boeing (ผลิตเครื่องบิน), United Airlines (สายการบิน) และ United Aircraft (ผลิตเครื่องยนต์ – ปัจจุบันคือ Pratt & Whitney)
.
ทั้งหมดนี้ก็เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการเจาะจงว่า “อยากให้ใครเป็นผู้ชนะ” แค่ต้องการกำหนดให้อุตสาหกรรมการบินเป็น “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” (Picking an industry, not picking winners) แล้วใช้วิธีโยนก้อนเค้ก (Air Mail Contracts) ลงไปในตลาด เพื่อดึงดูดให้คนเก่งๆ กระโดดเข้ามาแข่งกันด้วยความสามารถและนวัตกรรม
.
เขียนมายาวยืด แต่ประสบปัญหาเหมือนเดิมคือหาทางลงปิดจบบทความไม่ได้ – แค่พยายามเตือนใจกันไว้ว่า ตอนพรรคจะตัดสินใจทำ Industrial Policy ได้โปรดเลือกแค่อุตสาหกรรมพอ ไม่ต้องเลือกตัวผู้ชนะ ให้แข่งขันกันเอา
.
ยังไม่ได้แจ้งช่องทางการหาเสียงเหมือนเดิม
ดังนั้นอยากกาเบอร์อะไรก็กา
แต่ 46 ก็เลขสวยอยู่นะว่าไม่ได้
.
ขอบคุณครับ
Leave a comment